รายงานการสัมภาษณ์ นายธีรพล ขุนเมือง คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย
1.ปัจจุบันเรามีอัตลักษณ์คือวิศวกรสังคม แต่ต่อไปเราอยากให้เป็น วิศวสังคมมืออาชีพ หมายความว่ามหาวิทยาลัยเห่งนี้เป็นความคาดหวังของสังคมโดยเฉพาะชาวใต้ในการสร้างคนที่มีคุณภาพ ให้มีความรู้แล้วสามารถออกไปทำงานได้ทันทีหลังจบการศึกษา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นของทุกมหาวิทยาลัยแต่ในมุมมองคิดว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้มีศักยภาพพอและมีความพร้อมมากซึ่งคิดว่าเป็นที่คาดหวังของชาวใต้และถ้าเกิดภาคอื่นเห็นแล้วดูว่ามาเรียนที่นี้แล้วมีคุณภาพทำให้คนภาคอื่นๆก็อยากมาเรียนแล้วทำให้มีนักศึกษาเพิ่มมากขึ้น
2.ต่อเนื่องจากข้อแรก ในอีก 10 ปีข้างหน้า คือต้องใช้ตลาดนำในการเรียน เมื่อเรียนแล้วมีงานทำ เป็นที่ต้องการของสถานประกอบการและมั่นใจ จบไปแล้วไม่ตกงาน จึงจำเป็นว่าเราผลิตบัณฑิตอย่างไรให้เป็นวิศวสังคมมืออาชีพ คือปฏิบัติได้ คิดเก่ง สื่อสารเยี่ยม ประสานงานดีและมีคุณธรรม รวมถึงบัดนี้เป็นต้นไป
3.จุดเด่นของมหาวิทยาลัย คือทางมหาวิทยาลัยฯ มีคณะพยาบาลศาสตร์ซึ่งเป็นความโดเด่นจากราชภัฏอื่นๆ มี โครงการ กศ.บท .ข้อนี้สำคัญเพราะมหาวิทยาลัยต้องอยู่คู่กับชุมชนดังนั้นเราจะอยู่กับชุมชนได้เราต้องพัฒนาคนในชุมชนให้มีคุณภาพ การศึกษาจึงเป็นสิ่งเรื่องสำคัญที่สุดนี่คือความโดเด่นของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
4.นักศึกษาน้อยลงนั้นคือข้อกังวลในสถานการณ์ปัจจุบันเละทุกมหาวิทยาลัยก็เป็นแบบนี้หมด เมื่อนักศึกษาทน้อยลงเราจะทำอย่างไรไม่ให้นักศึกษาลดน้อยลงกว่าเดิม ก็จะเชื่อมโยงกับข้อที่ 1 ที่ต้องปรับหลักสูตร ครู การเรียนการสอนต้องมีประสิทธิภาพและปัจจัยภายนอกอย่างโควิดที่เราควบคุมไม่ได้และนี้คือข้อกังวล และอีกส่วนหนึ่งคือเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆต้องเร่งดำเนินการซึ่งทราบว่าทางมหาวิทยาลัยมีงบประมาณในการดำเนินเรื่องนี้หลายๆเรื่องทีเดียว ซึ่งคิดว่าน่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ถ้านักศึกษาลดน้อยลงอาจทำให้งบประมาณอาจลดน้อยลงไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีมากขึ้น
5.ความท้าทายคือต้องเปลี่ยน Mindset ต้องพัฒนาทุกด้าน
- ครู ต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู ไม่ใช่ครูมาสอนทฤษฎีแต่ปฏิบัติไม่เป็นและเป็นตัวอย่างให้เด็กไม่ได้ เด็กก็ไม่เกิดความประทับใจ เพราะนักศึกษาเยนไปเพื่อออกไปทำงาน ดังนั้นนักศึกษาต้องปฏิบัติได้ ครูต้องมีการพัฒนาและมีจิตวิญญาณของความเป็นครูด้วย
- หลักสูตร ต้องปรับให้ทันสมัยและตรงกับความต้องการของตลาด
- อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือการเรียนการสอน เราต้องมีพร้อม แต่ถ้าไม่มีเราต้องใช้เครือข่ายไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการต่างๆ ที่เรามีเครือข่ายเพราะเราไม่สามารถซื้ออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยได้ตลอดเวลาไม่เหมือนภาคเอกชน อันนี้ถือเป็นความท้าทายที่ต้องเปลี่ยน Mindset ของบุคลากร
6. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีก็อาจจะทำให้มีปัญหาแต่เราก็จะสามารถแก้ไขในเรื่องเหล่านี้ได้ ซึ่งคิดว่าไม่มีอะไรที่เราแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพราะเล็งเห็นถึงศักยภาพ แต่มีเรื่องเดียวคงเป็นเรื่องนักศึกษาที่ลดน้อยลงส่วนในเรื่องอื่นๆทั้งอาคารภูมิทัศน์ บุคลากร เหลส่านี้มหาวิทยาลัยมีศักยภาพเพียงพออยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้บุคลากรเหล่านี้มีหัวใจเดียวกันเป็นหนึ่งเดียวในการร่วมสร้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้มีคุณภาพ
7. - พัฒนาครู
- พัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย
- ผลิตนักศึกษาให้เป็นที่ต้องการของตลาด ไม่ใช่มหาวิทยาลัยอยากสอนอะไรก็สอนแต่ไม่สนใจการตลาดแบบนั้นไม่ได้ซึ่งจากประสบการณืที่ผ่านมาเราต้องยึดหลักตลาดนำการฝึก ไม่ใช่ฝึกตามใจวิทยากร เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ จึงต้องพัฒนาหลักสูตรให้เป้นที่ต้องการของตลาดด้วยเพราะเมื่อนักศึกษาจบออกไปจะได้มีงานทำนั่นเอง
8. – พัฒนาหลักสูตรให้ตรงตามต้องการของตลาด
- การเรียนการสอนต้องดึงเอาสหกิจศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเข้มข้นเพราะเราต้องเน้นปฏิบัติจริง ไปทำงานจริง เพราะบางคนเน้นแต่ทฤษฎี อาจต้องมีการปรับ ในเชิงปฏิบัติ 70 เปอร์เซ็น และ ทฤษฎี 30 เปอร์เซ็น ซึ่งต้องไปเรียนยังสถานประกอบการ เช่น โรงงาน เพราะเมื่อจบออกมาถ้ามีผลงานดีอาจได้ทำงานในสถานประกอบการนั้นๆได้เลย
9. – ภาษา
- ไอที เทคโนโลยี
- Muti skill หมายความว่า นักศึกษาต้องมี skill หลายด้าน ไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่ง มหาวิทยาลัยต้องมีวิธีที่ทำให้ในแต่ละคณะคือสามารถเรียนและใช้หลักสูตรร่วมกันได้ เช่น เป็นนักศึกษาคณะครุศาสตร์แต่ก็สามารถเรียนรู้คณะนิติศาสตร์ไปได้ด้วยเพราะในชีวิตจริงไม่ได้ใช้แค่ด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น Muti skill จึงเป็นเรื่องสำคัญในสังคมใหม่ และสถานประกอบการจะยอมรับนักศึกษาด้วยว่ามีความสามารถหลายด้านจริง
10.มหาวิทยาลัยจะทำอย่างไรให้การวิจัยมีประโยชน์ต่อชุมชนอย่างแท้จริงสามารถจับต้องได้ เช่น ไปช่วยเหลือทำผลิตภัณฑ์ชุมชนวิสาหกิจชุมชนในกลุ่มชาวบ้านต่างๆ ไปช่วยชุมชนโดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปใช้ในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าของการจำหน่ายจากทุนเดิมและสามารถเพิ่มผลกำไรและลดต้นทุนให้ชาวบ้านเป็นต้น และต้องแสวงหาความร่วมมือทุนของการวิจัยจากภายนอกด้วย
11.ต่อเนื่องจากข้อที่แล้วเช่นเดียวกัน การบริการทางวิชาการคือการนำนวัตกรรมโดยการลดต้นทุนเพิ่มมูลค่าการผลิตสิ่งต่างๆในชุมชน จากการรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยใจพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ระนอง ชุมพรและ สุราษฎร์ธานี และต้องทำให้ชาวบ้านมีความรูสึกว่า มรส. ทำให้ชาวบ้านกินดีอยู่ดี จากงานบริการวิชาการ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยมีหลายคณะ เช่น คณะวิทยาศาสตร์ฯ ที่มีศักยภาพเพียงพอในการช่วยบ้านได้ เป็นต้น
12.ภาคใต้มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะชัดเจนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น มรส.จะต้องมีส่วนร่วมในการสร้างแบรนด์และให้แต่ละคณธเข้ามามีบาทและดำเนินการว่าในแต่ละพื้นที่มีศิลปวัฒนธรรมอะไรบ้างที่มีมูลค่าและสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มได้บ้าง ในส่วนของแบรนด์ซึ่งต้องการตลาดควบคู่กันไปด้วย
13.ข้อนี้สำคัญมากเพราะมหาวิทยาลัยจะก้าวเดินไม่ได้เลยถ้าบุคลากรขาดขวัญและกำลังใจ เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยต้องมีการพัฒนาการเรียน การสนับสนุนทุกสายงานไม่ว่าจะเป็นสายวิชาการหรือสายสนับสนุน การเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น รวมทั้งสวัสดิการต่างๆเพื่อให้บุคลากรมีขวัญกำลังใจในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินที่ทางการให้มาจ่ายบุคลากร 1.7 และ 1.5 ก็ชัดเจนอยู่แล้วดังนั้นค่าตอบแทนเงินเดือนก็ส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งต้องจัดสรรเป็นสวัสดิการ มหาวิทยาลัยจะทำอย่างไรให้เป็นการจัดสรรสวัสดิการให้บุคลากรต้องทำให้ดีและเหมาะสมซึ่งเมื่อบุคลากรเกษียณราชการไปแล้วจะได้มีเงินจำนวนหนึ่งไปใช้ต่อไป ส่วนจำนวนบุคลากรที่มีอยู่นั้นคิดว่าเหมาะสมดีแล้วทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุน
14.เรื่องภาษาต้องเก่งจริง ต้องเก่งทั้ง ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ เนื่องจากบ้านเมืองเราเป็นเมืองท่องเที่ยวดังนั้นการเก่งทางด้านภาษาจึงจำเป็นและแถมไปอีกหนึ่งภาษาคือ ภาษาญี่ปุ่น และต้องมีเทคโนโลยี ที่ทันสมัยและต้องทำให้นักศึกษาใช้งานให้เป็นจริง
15.โดยรวมรูปแบบการจัดการาบริหารเป็นที่เหมาะสมอยู่แล้วเห็นควรเพิ่มเติมในส่วนของการ PR.โปรโมท มหาวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นเพราะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เด็กอยากมาเรียนที่ มรส. ซึ่งเห็นว่าทางมหาวิทยาลัยมีประเด็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาท้องถิ่น การพัฒนาครูรวมถึงยุทธศาสตร์ด้านอื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการบริหารจัดการก็เหมาะสมแล้วแต่อาจเพิ่มโดยการใช้เครือข่ายเวลาที่ออกไปบริการวิขาการชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย
16.ไม่ทราบว่าการรับนักศึกษาของ มรส. เป็นอย่างไรแต่สิ่งที่จะเกิดใหม่ซึ่งทราบว่าจะมีการจัดตั้งโรงเรียนสาธิตซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่งเพราะจะทำให้นักศึกษาได้เตรียมพร้อมก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในราชภัฏฯ เหมือนเป็นการได้ปูพื้นฐานไปในตัวและอีกส่วนหนึ่งที่อยากให้มีคือการปรโมทประชาสัมพันธ์ เช่นอาจารย์ที่ไปแนะแนวการศึกษากับโรงเรียนต่างๆ อาจสร้างเครดิตให้อาจารย์สามารถรับนักเรียนแล้วมีโปโมชั่นถ้าเด็กมาเรียนจากการแนะแนวให้มีส่วนลดค่าใช้จ่ายบางส่วนตามความเหมาะสมเป็นต้น หรือได้รับสิทธิพิเศษจากมหาวิทยาลัย ซึ่งจะทำให้คนทำงานอย่างอาจารย์ที่ออกไปแนะแนวมีความสุขและสร้างเครดิตไปด้วยเหมือนเป็นเซลขายของทำการตลาดไปในตัว
17.รายได้หลักของมหาวิทยาลัยมี 4 ด้าน
1.ค่าธรรมเนียมนักศึกษาที่เข้ามาเรียน
2.การบริหารทรัพย์สิน เช่น อาคารสถานที่ หอประชุม เป็นต้น
3.การทำหลักสูตรระยะสั้น
4.การบริการวิชาการ การจัดหางาน เป็นต้น
18.อื่นๆ
ขอชื่นชมมหาวิทยาลัยที่ได้รับรางวัลต่างๆทีได้ถูกจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆทั้งของภาคใต้ ระดับประเทศและระดับต่างประเทศ ขอให้มีส่วนการส่งเสริมพัฒนาโดยเฉพาะบุคลากรครูต้องพัฒนาตนเองก่อนเพื่อจะไปสอนเด็กนักศึกษาให้เก่ง “ถ้าครูไม่เก่งเด็กไม่เก่ง”
ต้อม ศิลา/ข่าว







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น